มะเร็งมดลูกมี 2 ชนิด

มะเร็งมดลูกมี 2 ชนิดคือ

  1. มะเร็งปากมดลูก
  2. มะเร็งโพรงมดลูก

มะเร็งมดลูกพบได้น้อยกว่ามะเร็งปากมดลูก ในสตรีที่อายุ 40-60 ปี มักพบภายหลัง หมดประจำเดือนแล้ว

มะเร็งปากมดลูก ซึ่งมักจะสัมพันธ์กับการมีสุขอนามัยที่ไม่ดี :
- การขาดสุขอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่การมีคู่นอนหลายคน
หรือการที่คู่นอนของตนไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นๆ
ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส (หูด, เริม)
พบมะเร็งชนิดนี้น้อยมากในผู้หญิงที่ละทิ้งการมี
เพศสัมพันธ์เช่น แม่ชี เป็นต้น
- การใช้ยาสูบต่างๆ เช่นบุหรี่

มะเร็งโพรงมดลูก เกิดได้จาก:
- การไม่ตั้งครรภ์;
- ความอ้วน;
- การใช้ยา Tamoxifen เพื่อรักษามะเร็งเต้านมนั้น เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมดลูก
ในทางกลับกัน การกินยาคุมกำเนิดสามารถลดความเสี่ยงได้แม้จะหยุดกินไปถึง 5 ปี
เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
ช่วยปกป้องมดลูก


พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็งเต้านม

การเกิดมะเร็งเต้านมใน ผู้หญิงตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
สถาบันวิจัยมะเร็งของอังกฤษทำการสำรวจพบข้อมูลที่น่าสนใจในพฤติกรรมเสี่ยง 3 ข้อที่ส่งผลต่อมะเร็งเต้านมในผู้หญิง ได้แก่
1. ผู้หญิงที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือดื่มมากเกินไป
2. ผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
3. ผู้หญิงที่ไม่ชอบออกกำลังกาย
นักวิจัย ระบุว่า การรณรงค์ในผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นเรื่องยาก เนื่องจากว่าผู้หญิงกลุ่มนี้มักมีปัญหาโรคแซกซ้อนอื่นๆ อีกมาก เช่น ออกกำลังกายไม่ได้เพราะปวดข้อ หรือเป็นโรคความดันสูง
แนะให้ผู้หญิงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรูปแบบการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร

กินยาคุม มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมกว่าปกติจริงเหรอ

ยาคุมไม่ได้มีอันตรายหรือเป็นตัวกระตุ้นมะเร็ง แต่ผลข้างเคียงอาจทำให้คุมอาหารยาก อ้วนขึ้นและอาจมีฝ้า  ซึ่งไม่เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม
วิธีหลีกเลี่ยงส่วนหนึ่ง ทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารเสริมต้านอนุมูลอิสระ ออกกำลังกาย จิตใจเบิกบาน  อย่าเครืยดมาก
ถ้าเป็นแล้วทำใจ คิดเสียว่าชีวิตที่เหลือคือกำไร อย่าห่วงคนอื่นจนทำร้ายตัวเอง เพราะคนเป็นมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ คือผู้หญิ่งที่มีลูกกำลังเรียน เกิดความเครียด

วิธีรักษามะเร็งเต้านม << มะเร็งเต้านม

 วิธีรักษามะเร็งเต้านม

การรักษามะเร็งเต้านม

มีการรักษาหลักอยู่ 4 วิธี ประกอบด้วย

1. การผ่าตัด
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะได้รับการผ่าตัดเพื่อนำเนื้องอกออกจากหน้าอกร่วมกับต่อมน้ำเหลืองบางส่วนเพื่อดูว่ามีเซลล์มะเร็งอยู่

หรือไม่การผ่าตัดหลักๆ มีอยู่ 4 วิธี ได้แก่

1.1 การผ่าตัดแบบสงวนเต้านม เป็นการผ่าตัดที่นำเอาเนื้องอกออกซึ่งประกอบไปด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้
1) การตัดเฉพาะตัวเนื้องอกออก เป็นการผ่าตัดนำเอาเนื้องอกและเนื้อเยื่อที่ปกติรอบ ๆ เนื้องอกออก
2) การตัดเอาเต้านมบางส่วนออก เป็นการผ่าตัดนำเอาเต้านมที่มีเนื้องอกออกบางส่วนร่วมกับเนื้อเยื่อที่ผิดปกติรอบ ๆ
นอกจากนี้ยังมีการนำเอาต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณใต้รักแร้ออกมาตรวจพร้อมกับการผ่าตัดเต้านมอีกด้วย

1.2 การผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งข้าง เป็นการผ่าตัดที่นำเอาเต้านมข้างที่มีเนื้องอกออกทั้งหมดร่วมกับต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
เพื่อการตรวจวินิจฉัย

1.3 การผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งข้างแบบปรับปรุง (Modified radical mastectomy) เป็นการผ่าตัดที่นำเอาเต้านม
ข้างที่มีเนื้องอกออกทั้งหมดร่วมกับต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้, ต่อมน้ำเหลืองใต้ผนังหน้าอกและกล้ามเนื้อผนังหน้าอก

1.4 การผ่าตัดเต้านมแบบกว้าง (Radical mastectomy) เป็นการผ่าตัดที่นำเอาเต้านมข้างที่มีเนื้องอก, กล้ามเนื้อใต้
หน้าอก และต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดที่รักแร้ออก

2. การฉายแสงหรือการฉายรังสี
เป็นการใช้รังสีพลังงานสูงเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งหรือป้องกันเซลล์มะเร็งเติบโตแบ่งได้เป็น 2 ชนิด

2.1 การฉายแสงภายนอก เป็นการใช้เครื่องฉายรังสีส่งรังสีไปยังบริเวณก้อนเนื้องอก ผนังหน้าอก หรือต่อมน้ำเหลือง

มักใช้ภายหลังได้รับการผ่าตัด และได้ยาเคมีบำบัดแล้ว ในผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. มีการลุกลามที่ต่อมน้ำเหลือง
หรือผ่าตัดก้อนมะเร็งได้ขอบเขตไม่เพียงพอ และกรณีผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม

2.2 การฉายแสงภายในหรือการฝังแร่ เป็นการใช้สารกัมมันตรังสีติดกับอุปกรณ์บางชนิด เช่น เข็ม, ลวด จากนั้นนำไป
วางไว้ในบริเวณที่เป็นเนื้องอกหรือบริเวณข้างเคียง

3. การใช้ยาเคมีบำบัด
เป็นการใช้ยาเพื่อหยุดการเจริญเติบโตของเนื้องอกโดยการกำจัดหรือหยุดเนื้องอกจากการแบ่งตัววิธีการให้ยามีทั้งชนิด
รับประทานและชนิดฉีดเข้าเส้นเลือดหรือฉีดเข้าบริเวณกล้ามเนื้อ วิธีการให้ยาขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค

4. การรักษาด้วยฮอร์โมน
เป็นการรักษาโดยการนำเอาฮอร์โมนหรือหยุดการทำงานของฮอร์โมนเป็นผลทำให้เซลล์มะเร็งหยุดการเจริญเติบโต ถ้า
ตรวจพบว่าเซลล์มะเร็งมีตัวรับการตอบสนองต่อฮอร์โมน (receptors) อาจเลือกวิธีการรักษาเพื่อลดการทำงานของฮอร์โมนได้ หลายวิธีดังนี้ การใช้ยาการผ่าตัดและการฉายรังสี เช่น มะเร็งเต้านมซึ่งตอบสนองต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนและเอสโตรเจนสร้างมาจากรังไข่ อาจใช้วิธีการผ่าตัดรังไข่ออกเพื่อหยุดการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือการรักษาด้วยยา Tamoxifen ซึ่งใช้รักษามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น และระยะลุกลาม แต่มีข้อพึงระวังเนื่องจากการกินยา Tamoxifen สามารถออกฤทธิ์ได้กับเซลล์ทั่วร่างกายทำให้อาจเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้หรือการรักษาด้วยยา Aromatase Inhibitor ซึ่งให้ในผู้หญิงวัยหมดระดูที่เป็นมะเร็งชนิดที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยฮอร์โมน โดยยาชนิดนี้จะไปยับยั้งการเปลี่ยนฮอร์โมนแอนโดนเจนไปเป็นเอสโตรเจน ซึ่งยาชนิดนี้สามารถใช้ในระยะต้นของโรคมะเร็งเต้านมโดยเป็นการรักษาเสริมแทนยา Tamoxifen หรือหลังจากสองปี หรือมากกว่าของการใช้ยา Tamoxifen

การรักษาแบบใหม่ที่ยังอยู่ในขั้นทดลอง
- Sentinel Lymph node biopsy followed by surgery เป็นการนำต่อมน้ำเหลืองต่อมแรกที่มีการแพร่กระจาย
จากเนื้องอกออก โดยใช้สารกัมมันตรังสีฉีดเข้าใกล้กับเนื้องอก ซึ่งต่อมน้ำเหลืองต่อมแรกที่ได้รับสารกัมมันตรังสีจะถูกตัดออก พยาธิ- แพทย์ จะทำการตรวจเพื่อหาเซลล์มะเร็ง ถ้าไม่พบเซลล์มะเร็งก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ ออกหลังจากนั้น

ศัลยแพทย์จะผ่าตัดเนื้องอกออกตามวิธีข้างต้น
- High dose chemotherapy with stem cell transplant เป็นการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการให้เซลล์
ต้นกำเนิดเม็ดเลือดทดแทนเซลล์เดิมที่ถูกทำลายจากการรักษามะเร็งซึ่งมีวิธีการ ดังนี้
1. นำเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดออกจากไขกระดูกของผู้ป่วยหรือผู้บริจาคแล้วแช่แข็งเก็บไว้
2. หลังจากให้ยาเคมีบำบัดเสร็จสิ้นนำเอาเซลล์ต้นกำเนิดกลับไปให้ผู้ป่วยอีกครั้ง

การศึกษานี้พบว่าผลการรักษาไม่แตกต่างจากการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว
- Monoclonal Antibodies as adjuvant therapy เป็นการรักษาโดยการใช้ Antibodies โดย Antibodies
เหล่านี้ จะไปจับกับสารที่ทำให้ตัวเนื้องอกเจริญเติบโต ผลโดยรวมจะทำให้เซลล์มะเร็งตาย หยุดการเจริญเติบโตหรือหยุดการแพร่กระจาย การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถให้ร่วมกับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดได้ด้วย ตัวอย่างเช่น ยา Trastuzumab (Herceptin)ซึ่งมีผลในการยับยั้งการทำงานของโปรตีน HER-2 ซึ่งโปรตีน HER-2 เป็นตัวเร่งการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านม
- Tyrosine kinase inhibitors as adjuvant therapy เป็นการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกอย่างเฉพาะ
เจาะจง (Targeted therapy) สามารถใช้ร่วมกับยากต้านมะเร็งตัวอื่นเป็นการรักษาเสริมได้ ตัวอย่างเช่น Lapatinib ซึ่งยับยั้ง
การทำงานของ HER-2 สามารถใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีผล HER-2 receptor เป็นบวกในรายที่ได้รับการรักษาด้วย
Trastuzumab แล้วไม่ได้ผล

การรักษาโดยแบ่งตามระยะของโรค

1. Ductal Carcinoma in situ

- การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมและการฉายแสง อาจมีการใช้ยา Tamoxifen ร่วมด้วยหรือไม่ขึ้นกับผลการตรวจ
receptor
- การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด อาจมีการใช้ยา Tamoxifen ร่วมด้วยหรือไม่ขึ้นกับผลการตรวจ receptor
- การผ่าตัดแบบสงวนเต้านม โดยไม่มีการฉายแสงร่วมด้วยในผู้ป่วยบางกรณี

2. Lobular carcinoma in situ
- การเฝ้าระวังโดยการตัดชิ้นเนื้อร่วมกับการตรวจร่างกายและ Mammogram เป็นประจำเพื่อความเปลี่ยน
แปลงที่อาจเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด
- ให้การรักษาด้วยยา Tamoxifen เพื่อลดอัตราการเกิดมะเร็งเต้านม
- ผ่าตัดเต้านมออกทั้ง 2 ข้างเพื่อเป็นการป้องกัน ซึ่งเป็นการรักษาที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง

3. ระยะ I,II,IIIA และ IIIC ที่ผ่าตัดได้
- การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองและการฉายแสง
- การผ่าตัดเต้านมแบบปรับปรุง

การรักษาเสริมเป็นการรักษาที่ให้หลังผ่าตัดเพื่อเพิ่มอัตราการหายขาด เช่น
- การฉายแสงที่ต่อมน้ำเหลืองใกล้กับเต้านมและผนังหน้าอกหลังจากการผ่าตัดเต้านมแบบปรับปรุง
- การให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับพิจารณาให้การรักษาเพิ่มเติมด้วยฮอร์โมน
- การรักษาด้วยฮอร์โมน

4. ระยะ IIIB และ IIIC ที่ผ่าตัดไม่ได้
- การให้ยาเคมีบำบัด
- การให้ยาเคมีบำบัดและตามด้วยการผ่าตัด (การผ่าตัดอาจเป็นได้ทั้งแบบอนุรักษ์หรือการผ่าตัดเต้านม
ทั้งหมดก็ได้) ร่วมกับการตัดต่อมน้ำเหลืองออกแล้วตามด้วยการฉายแสง อาจพิจารณาให้ยาเคมีบำบัด
หรือฮอร์โมนหรือทั้งสองอย่างเพิ่มอีก

5. ระยะ IV หรือระยะแพร่กระจาย
- การให้ยาฮอร์โมนและ/หรือการให้ยาเคมีบำบัด อาจมีการพิจารณาให้ยา Trastuzumab ร่วมด้วย
- การให้ยา Tyrosine kinase inhibitors ร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบรับประทาน (Capecitabine)
- การฉายแสงและ/หรือการผ่าตัดเพื่อลดอาการปวดและอาการอื่น ๆ
- Bisphosphonate เพื่อลดอาการปวดจากการที่มะเร็งมีการแพร่กระจายไปที่กระดูก

6. มะเร็งเต้านมอักเสบ (Inflammatory breast cancer)
- การให้ยาเคมีบำบัด
- การให้ยาเคมีบำบัดและตามด้วยการผ่าตัด (การผ่าตัดอาจเป็นได้ทั้งแบบสงวนเต้านมหรือการผ่าตัดเต้านม
ทั้งหมดก็ได้) ร่วมกับการตัดต่อมน้ำเหลืองออกแล้วตามด้วยการฉายแสง อาจพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดหรือ
ฮอร์โมนหรือทั้งสองอย่างเพิ่มอีก

7. มะเร็งเต้านมกำเริบ (Recurrent Breast cancer)
- การผ่าตัด (แบบกว้างหรือแบบปรับปรุง) หรือการฉายแสง หรือการรักษาทั้งสองวิธีร่วมกัน
- การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือการรักษาด้วยฮอร์โมน

ออรัลเซ็กซ์ เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง

มัวร่า กลิลลิสัน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ เปิดเผยว่ายิ่งคุณมีจำนวนคู่นอนที่ทำออรัลเซ็กซ์มากเท่าใด ความเสี่ยงเป็นมะเร็งช่องปากก็จะเยอะขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยที่การศึกษาก่อนหน้ายังชี้ว่า คนที่มีออรัลเซ็กซ์กับคนมากกว่า 6 คน ในช่วงชีวิต จะมีความเสี่ยงเกิดมะเร็งลำคอจากเชื้อ HPV มากกว่าคนอื่นๆ ถึง 8 เท่า ทั้งนี้ เชื้อ HPV มีมากกว่า 150 ชนิด ใน 40 ชนิดนี้ สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ แม้ปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทุกชนิดและต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

*ออรัลเซ็กซ์อาจทำให้เป็นมะเร็งช่องปากได้”

มดลูกอักเสบ

ปีกมดลูกอักเสบ ( Salpingitis )
เยื่อบุมดลูกอักเสบ ( Endometritis )

รูปมดลูก(uterus)และรังไข่(ovary)

 

ปีกมดลูกอักเสบ  ( salpingitis ) หมายถึง การอักเสบของท่อรังไข่
เยื่อบุมดลูกอักเสบ ( endometritis ) หมายถึง การอักเสบของเยื่อบุภายในโพรงมดลูก
ทั้ง 2 โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยในหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่ผ่านช่องคลอดเข้าไปทางปากมดลูก ขึ้นไปในโพรงมดลูก (ทำให้เยื่อบุมดลูกอักเสบ)  และถ้าหากลุกลามต่อไปในท่อรังไข่  ก็ทำให้กลายเป็นปีกมดลูกอักเสบ
ทั้ง 2 โรคนี้บางครั้งจึงอาจพบร่วมกันจนแยกจากกันไม่ออก  และมักจะเรียกรวม ๆ กันว่า อุ้งเชิงกรานอักเสบ (pelvic inflammatory disease/PID) ซึ่งครอบคลุมถึงการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก  ท่อรังไข่  รังไข่  และเยื่อบุช่องท้องภายในอุ้งเชิงกราน
โรคนี้พบบ่อยในผู้หญิงที่มีสามีชอบเที่ยว  หรือมีเพศสัมพันธ์เสรี (สำส่อนทางเพศ)  ภายหลังคลอดบุตร  แท้งบุตร  ขูดมดลูก  ใส่ห่วงคุมกำเนิด  หรือชอบสวนล้างช่องคลอด
สาเหตุ
1. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ที่พบบ่อยก็คือหนองใน  ที่ติดจากสามีหรือผู้ชายที่มีประวัติชอบเที่ยวหรือมีเพศสัมพันธ์เสรี  ในบางรายอาจเกิดจากเชื้อคลามีเดียทราโคมาติส (Chlamydia  trachomatis ซึ่งเรียกรวมๆว่าหนองในเทียม)
2. การติดเชื้อหลังคลอด (puerperal infection)  อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่เป็นปกติวิสัยในช่องคลอด  (เช่น เชื้อสเตรปโตค็อกคัส, สแตฟฟีโลค็อกคัส) ระหว่างคลอดมีปัจจัย  (เช่น ภาวะโลหิตจาง, ภาวะถุงน้ำแตกรั่วอยู่นาน, การคลอดยาก, การบาดเจ็บ, ภาวะตกเลือดหลังคลอด, เศษรกค้าง, ภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นต้น)  กระตุ้นให้เชื้อเหล่านี้เจริญขึ้นจนเป็นโรค  หรือไม่ก็อาจแปดเปื้อนเชื้อจากภายนอกช่องคลอดเข้าไปในช่องคลอดและมดลูก  ทำให้เกิดเยื่อบุมดลูกอักเสบได้  มักมีอาการหลังคลอด 24 ชั่วโมง
3. การทำแท้ง  หากไม่สะอาดมักทำให้มีเชื้อโรคเข้าในมดลูก  เกิดการอักเสบขึ้นได้  เรียกว่า การแท้งติดเชื้อ (septic abortion)
อาการ
มักมีอาการไข้สูง  หนาวสั่น ปวดท้องน้อย ตกขาวออกเป็นหนอง มีกลิ่นเหม็น อาจมีอาการปวดหลัง คลื่นไส้ อาเจียน
อาจมีประจำเดือนออกมาก และมีกลิ่นเหม็น
ในรายที่เกิดจากการติดเชื้อหนองใน  อาจมีอาการขัดเบา ปัสสาวะปวดแสบขัดร่วมด้วย
ถ้าเป็นการติดเชื้อหลังคลอด  มักเกิดอาการหลังคลอด 24 ชั่วโมง  น้ำคาวปลาอาจออกน้อยหรืออาจออกมาก และมีกลิ่นเหม็น
ถ้าเกิดจากการทำแท้ง  จะมีอาการแบบแท้งบุตรร่วมด้วย คือ  ปวดบิดท้องเป็นพัก ๆ และมีเลือดออกจากช่องคลอดร่วมด้วย
สิ่งตรวจพบ
 ไข้สูง  กดเจ็บมากตรงบริเวณท้องน้อยทั้ง 2 ข้าง (บางรายอาจเจ็บข้างเดียว)
อาจได้กลิ่นของตกขาว  เลือดประจำเดือน หรือน้ำคาวปลา
อาจพบอาการซีด  หรือภาวะช็อก
อาการแทรกซ้อน
อาจทำให้เกิดเป็นฝีในรังไข่หรือท่อรังไข่  ซึ่งจะทำให้เป็นแผลเป็นจนกลายเป็นหมันได้  และมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก  มากกว่าปกติ
บางรายอาจมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง  และเจ็บปวดเวลาร่วมเพศ
นอกจากนี้ในบางรายเชื้อโรคอาจลุกลาม  จนทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ  ถ้ารุนแรงอาจกลายเป็นโลหิตเป็นพิษ  ถึงตายได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ถ้าเกิดจากการทำแท้ง
การรักษา
ผู้หญิงที่มีไข้สูง ปวดและกดเจ็บตรงท้องน้อย ควรส่งโรงพยาบาลด่วน  เพื่อตรวจหาสาเหตุโดยการตรวจเลือด, ตรวจปัสสาวะ, นำหนองในช่องคลอดไปตรวจหาเชื้อ  รวมทั้งอาจทำการตรวจพิเศษอื่น ๆ (เช่น อัลตราซาวนด์)
การรักษา  ผู้ป่วยอาจต้องพักรักษาในโรงพยาบาล ให้การรักษาตามอาการ  (เช่น ให้ยาแก้ปวด ลดไข้, ให้น้ำเกลือ, ให้เลือดถ้าซีด) และให้ยาปฎิชีวนะตามเชื้อที่ก่อโรค
ในรายที่เป็นปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน  จะให้ยาปฎิชีวนะที่สามารถครอบคลุมเชื้อหนองในและเชื้อคลามีเดีย ดังนี้
1. ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาล อาจให้ยาขนานใดขนานหนึ่งดังนี้
๐ ฉีดเซฟไตรอะโซน (ceftriaxone  ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟาโรสปอริน) 1 กรัม  เข้าหลอดเลือดดำ ทุก 8 ชั่วโมง (หรือ augmentin 1 ขวด ทุก 8 ชม) ร่วมกับฉีดหรือกินดอกซีไซคลีน  100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 48 ชั่วโมง แล้วจึงให้กินดอกซีไซคลีน จนครบ 14 วัน

2. ในกรณีที่ไม่ต้องพักรักษาในโรงพยาบาล ให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก  โดยให้ยาขนานใดขนานหนึ่งดังนี้
๐ ฉีดเซฟ็อกซิทิน 2 กรัม หรือ เซฟทริอะโซน (ceftriaxone  ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟาโรสปอริน) 250 มิลลิกรัม เข้ากล้ามครั้งเดียว ร่วมกับกินดอกซีไซคลีน  100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง  หรือ เตตราไซคลีน  500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หรืออีริโทรไมซิน  500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 14 วัน
๐ กินโอฟล็อกซาซิน (ofloxacin ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลน) 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งนาน 14 วัน  หรือ ซิโปรฟล๊อกซาซิน ciprofloxacin 500 มิลลิกรัมวันละสองครั้ง นาน14 วัน ร่วมกับคลินดาไมซิน 450 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หรือเมโทรไนดาโซล

ในบางครั้งการอักเสบเป็นมากจนเกิดหนองในอุ้งเชิงกรานหรือรังไข่ ที่เรียกว่า tubo-ovarian abscess (TOA) ซึ่งในบางคน ที่เป็นทางขวา จะเกิดเข้าใจผิดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบแตกเป็นหนองได้ ในกรณีนี้ ต้องผ่าตัดเพื่อนำหนองออกจึงจะดีขึ้น

ภาวะแทรกซ้อน

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือ โรค เอ็นโดเมททริโอซิส

หมายถึง ภาวะที่มีการเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกภายนอกมดลูก ซึ่งส่วนมากจะพบบริเวณอุ้งเชิงกราน
มี 2 ชนิด คือ

  1. ชนิดที่พบภายนอกมดลูก (Endometriosis Externa) เป็นชนิดที่พบได้บ่อย มักพบพยาธิสภาพบริเวณอุ้งเชิงกราน รวมถึงรังไข่ ลำไส้ใหญ่ เยื่อบุช่องท้อง นอกจากนี้ยังพบได้ที่ ท่อไต ปอด และบริเวณผิวหนัง หรือ แผลผ่าตัด
  2. ชนิดที่พบในกล้ามเนื้อมดลูก (Endometriosis Interna)  เกิดจากเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกไปแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูกทำให้มีอาการปวด ประจำเดือน และทำให้มดลูกโตขึ้นได้

อาการ

  • ปวดประจำเดือนโดยเฉพาะสตรีที่ไม่เคยปวดประจำเดือนมาก่อน แล้วเริ่มมีอาการหรือมีปวดประจำเดือนมากขึ้นกว่าเดิม (Progressive Dysmenorthea)
  • ปวดขณะทีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia)
  • ปวดท้องน้อยเรื้อรัง (Chronic Pelvic Pain) ซึ่งจะต้องตรวจวินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานหรือโรคเกี่ยวกับลำไส้และระบบทางเดินอาหารก่อน
  • มีบุตรยาก
  • คลำก้อนได้ที่ทองน้อย หรือมีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดอาการอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับตำแหน่งของโรค เช่น ไอเป็นเลือด ในช่วงมีประจำเดือน หรือมีกล้อนเจ็บบริเวณแผลผ่าตัด ซึ่งพบได้น้อยมาก
  • ไม่มีอาการผิดปกติ

การตรวจวินิจฉัย

  • ตรวจร่างกายและตรวจภายใน
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
  • การตรวจเลือด (CA 125)
  • การตรวจส่องกล้องผ่านหน้าท้องเพื่อดูพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน (Laparoscopy) และตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา พยาธิสภาพของเอ็นโดเมททริโอซิส จากการผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางหน้าท้อง จะสามารถแบ่งชนิดได้ดังนี้
    • เป็นจุดสีน้ำเงินข้ม จุดเลือดออก หรือถึงน้ำเล็ก ๆ ที่เยื่อบุช่องท้อง
    • เป็นถงซีสต์ของรังไข่ หรือที่เรียกว่า “Chocolate Cyst”
    • เป็นก้อนเนื้อแข็ง ซึ่งมักจะพบบริเวณเอ็นที่ยืดมดลูกทางด้านหลัง

นอกจากนี้ยังสามารถพบร่วมกับพังผืดในอุ้งเชิงกราน

การรักษา

 

  1. การรักษาโดยการใช้ยาฮอร์โมน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด, ยาฉีดคุมกำเนิด
  2. การใช้ยาในกลุ่ม GnRH Agonist, GnRH Antagonist, Aromatase Inhibitor
  3. การรักษาร่วมกัน ทั้งการผ่าตัด และการใช้ยา

ในการรักษาผู้ป่วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ยังมีข้อถกเถียงบางประการในการรักษา นอกจากนี้ยังต้องอธิบายให้ผู้ป่วยทราบถึงลักษณะการดำเนินโรค ซึ่งอาจสามารถกลัมาเป็นใหม่หลังได้รับการรักษาได้ สาเหตุของโรคที่แท้จริงยังไม่สามารถสรุปได้แต่มีความพยายามที่จะหาทฤษฎีการ เกิดของโรคนี้อยู่

สัญญานเตือน

ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ เมื่อท่านมีอาการดังต่อไปนี้

  1. ปวดประจำเดือนเพิ่มขึ้นทุกเดือน
  2. ปวดท้องน้อยเรื้อรัง
  3. ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์
  4. มีบุตรยาก
  5. มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

ก้อนซีด หรือเนื้องอกที่หน้าอก

ก้อนซีดโดยทั่วไปสามารถรักษาให้หายได้โดยการรักษาทางการแพทย์ การผ่าตัด หรือฉายรังษี แต่หากพบว่า  คนที่เป็นก้อนเนื้อที่บริเวณทรวงอก หรือเต้านม เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่มะเร็งเต้านมแต่อย่างไร

หมอผ่าให้โดยฉีดยาชา
ผ่าชิ้นเนื้อ แต่ที่ได้ออกมาเป็นก้อนไขมัน
ตรวจชิ้นเนี้อแล้ว ไม่ใช่เนื้อร้าย ก็เลยรอดตัวไป
ก่อนหน้านั้นก็เคยเป็นที่หลัง บริเวณกระดูกของแขน
ผ่าออกแล้วเหมือนกัน เป็นแค่ก้อนไขมันเช่นกัน

มะเร็งเต้านมระยะแรก

 มะเร็งเต้านมไม่สามารถป้องกันได้ แต่ถ้าตรวจพบและวินิจฉัยมะเร็งเต้านมได้ในระยะแรกเริ่ม สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากผลการรักษาขึ้นกับขนาดของก้อนมะเร็งที่ค้นพบ ดังนั้นยิ่งก้อนมีขนาดเล็กเท่าไร ผลการรักษาก็จะดีมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้การค้นพบมะเร็งเต้านมระยะแรกยังช่วยให้การรักษาโดยการผ่าตัดเต้านมดีขึ้น ในสมัยก่อยถ้าเป็นมะเร็งเต้านมต้องผ่าตัดเต้านมออกทั้งข้าง เพราะก้อนที่พบมีขนาดโตแล้ว แต่ในปัจจุบันถ้าสามารถตรวจพบมะเร็งตั้งแต่มีขนาดเล็ก ๆ การรักษาจะทำโดยการผ่าตัดเต้านมออกเป็นบางส่วนเท่านั้น ไม่ต้องตัดออกทั้งหมด
มะเร็งเต้านม
     บันได 3 ขั้น สำหรับการค้นพบมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้น
     ขั้นที่ 1 การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ผู้หญิงทุกคนควรหัดตรวจเต้านมด้วยตัวเองตั้งแต่เริ่มเป็นสาว ประมาณเดือนละครั้ง เวลาที่เหมาะสมคือประมาณวันที่ 7 ของการมีประจำเดือน
     1. คลำเต้านมแบบวนเป็นวงกลมหรือแบบก้นหอย
     2. คลำเต้านมแบบขึ้นลง
     3. คลำเต้านมจากขอบเต้าหาหัวนมหรือรูปลิ่ม
     ขั้นที่ 2 สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ให้แพทย์ตรวจเต้านมปีละครั้ง
     ขั้นที่ 3 การทำ mammography
Mammography คืออะไร
     Mammography เป็นการตรวจเอ็กซเรย์พิเศษสำหรับเต้านม สามารถแสดงโครงสร้างและสภาพภายในเต้านมได้อย่างละเอียด และเป็นการตรวจชนิดเดียวในปัจจุบันที่สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมก่อนที่จะคลำก้อนได้

สาเหตุการเกิดมะเร็งปากมดลูกอีกทางหนึ่ง

สาเหตุการเกิดมะเร็งปากมดลูกอีกทางหนึ่ง

ทิชชูกับมะเร็งปากมดลูก สิ่งเตือนภัยสำหรับผู้หญิง
สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีก หากใครมีพี่ น้อง ที่เป็นผู้หญิง ก็บอกได้นะคะ มะเร็งปากมดลูกไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ แต่เกิดได้จากการใช้ทิชชูในเวลาทำกิจวัตร จะเกิดจากเป็นเชื้อราเล็กๆ และขยายวงกว้างจนกลายเป็นมะเร็งร้าย
ตอนนี้ข้าพเจ้าเป็น เชื้อราเล็กๆ อยู่ จึง ไม่กังวลมาก
แต่สาเหตุที่แท้จริงคือทิชชูมีสารเคมีตัวฉกาจที่เมื่อใช้เป็น
เวลานานติดต่อกันจะทำให้เกิดเชื้อราในช่องคลอดได้ หมอแนะนำว่าหลังจากเสร็จกิจใน ห้องน้ำให้ใช้ทิชชูซับแทนการเช็ด และต้อง ซับครั้งเดียว >ไม่เกิน 10 วินาที เป็นการหลีกเลี่ยงการเกิดเชื้อราได้ 50 % ด้วย ความปรารถนาดี จากผู้เป็นแล้ว

ข้อมูลจาก : yenta4.com

สาเหตุการเกิดมะเร็งปากมดลูกอีกทางหนึ่ง

อาการเนื้องอกในมดลูก

อาการเนื้องอกในมดลูก

อาการของเนื้องอกในมดลูกก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้องอก คือ ถ้ามันโตขึ้นมา เช่น โตเหมือนคนท้องสามเดือนก็จะคลำได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าใหญ่ไม่มากก็อาจคลำไม่พบและไม่มีอาการ แต่ถ้าเนื้องอกเข้าไปในโพรงมดลูกก็จะมีปัญหา คือ ประจำเดือนมามากผิดปกติ อาจปวดท้องหรือไม่ปวดก็ได้ การปวดของเนื้องอกส่วนใหญ่ชนิดที่ไมโอมา (Myoma) จะปวดก็ต่อเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงในเนื้องอกซึ่งพบบ่อยคือ

1.เริ่มมีการย่อยสลายตัว เพราะมีขนาดใหญ่มาก เลือดไปเลี้ยงไม่พอจึงทำให้เนื้องอกขาดเลือด ก็จะเริ่มปวด

2.เนื้องอกกดเบียดอวัยวะอื่น เช่น กดกระเพาะปัสสาวะ กดลำไส้ใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็จะทำให้เกิดการปวดแบบหน่วง ๆ เหมือนมีก้อนหนัก ๆ ในท้อง และทำให้ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก หรือประจำเดือนมามาก บางคนไม่รู้สาเหตุก็ไปรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะเนื้องอกไปกดทับท่อปัสสาวะ จึงทำให้จุได้น้อยลง แล้วก็เกิดการอักเสบได้ง่าน เนื่องจากมีเชื้อโรคคั่งอยู่ เป็น ๆ หาย ๆ เพราะไม่ได้รับการรักษาที่ต้นคอ คือ 50% ของผู้ที่มีเนื้องอกในมดลูกไม่มีอาการ มักตรวจพบเวลาตรวจภายใน หรืออัลตราซาวนด์

 

ประสบการณ์ผ่าตัดเนื้องอกในมดลูก

ประสบการณ์ผ่าตัดเนื้องอกในมดลูก

วันนี้มาขอเล่าประสบการณ์การผ่าตัดเนื้องอกในมดลูกให้ฟัง เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาเดียวกันจ๊ะ

เริ่มเล่าจากกระบวนการการผ่าตัดโดยละเอียด เข้าผ่าที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ด้วยแพ๊คเกจ 4 วัน 3 คืน ราคา 55,000 บาท นี้ถ้าไปเที่ยว คงได้พักในห้องพักหรู Sea view กันเลยทีเดียว Admit ตอนเที่ยงของวันศุกร์ที่ 15 มิ.ย 2550 ไปถึงก็เจาะเลือด ด้วยความที่เตรียมถามผู้รู้มาเป็นอย่างดี จะมาเจาะเลือดฉัน แล้วยังจะต้องมาให้เจาะน้ำเกลืออีกด้วยความฉลาดหลักแหลมของฉัน เรื่องอะไรต้องเจ็บสองที ฉันบอกนางพยาบาลทันที เจาะพร้อมกันไปเลยค่ะ จะได้เป็นแผลเดียว พยาบาลบอกงั้นเจาะเลือดก่อน แล้วค่อยเจาะน้ำเกลือให้ ระหว่างที่เจาะที่ด้านหลังมือด้านซ้าย โอ๊ย! เจ็บโคตร พยาบาลบอกเส้นมันไม่ตรง แถมเลือดก็ไม่ค่อยออก กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาเส้นปูดเขียว แทนที่จะให้นางพยาบาลเจ าะที่ข้อพับเลือดมันจะได้ไหลสะดวก ทำเป็นรู้ดีกลัวเจ็บ เลยได้เจ็บสมใจ หลังเจาะเลือดเสร็จก็เดินไปเอ็กซเรย์ปอด แล้วก็ขึ้นห้องไปพักบรรยากาศหน้าห้องดู Private ดี ห้องก็กว้างใช้ได้ สักพักนางพยาบาลเข้ามาโกนขนหน้าท้อง สวนทวาร มาถึงตรงนี้ใครที่ไม่เคยผ่าตัดก็อาจจะมีข้อสงสัย การโกนขนหน้าท้องก็คือการเอาน้ำสบู่มาถูที่หน้าท้องแล้วก็โกน&a mp;a mp;n bsp;โกนยาวไปจนถึงน้องสาวนั้นแหละ ไม่เจ็บ ไม่ต้องกลัว เสร็จแล้วก็สวนทวาร คนที่เคยทำดีทอกซ์จะรู้ดี เหมือนกัน เอาสายยางเล็กๆ เสียบเข้าไปที่ก้นให้น้ำมันไหลเข้าไปประมาณ 1 ลิตรเสร็จแล้วก็ไปเข้าห้องน้ำ ถ่ายๆ ออกมาให้หมด แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่มีอะไรออกมาเท่าไหร่เพราะก่อนผ่าเขาให้อดอาห ารมาประมาณ 6 ชั่วโมง เรียบร้อยก็นอนรอเวลา พอถึงเวลา 3 โมง บุรุษพยาบาลก็มาเข็นเตียงไปห้องผ่าตัด ถึงห้องผ่าตัด ก็นอนที่เตียงเล็กๆ พอดีตัว แอบคิดว่าโชคดีนะที่ตัวเล็ก คนตัวใหญ่จะทำไงนี้ต้องหล่นจากเตียงแน่ๆ เพราะเตียงมันเล็กมากๆ จริงๆ เค้าคงมีเตียงหลายไซส์อะนะ เสร็จแล้วก็มีทั้งแพทย์วิสัญญี แพทย์ผู้ช่วยมายืนล้อมรอบตัวเรา คนหนึ่งฉีดยาเข้าน้ำเกลือ คาดว่าจะเป็นยานอนหลับ คนที่เหลือพูดคุยถามคำถามเราว่ามีเม้นส์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ มีกี่วัน แล้วเราก็หลับ ก่อนหลับได้ยินว่าช่วยนอนตะแคงด้วยครับ แล้วก็สลบไป

ออกมาพักที่ห้องพักประมาณเวลา 6 โมงครึ่ง ตื่นมาก็คันไปทั้งตัว พยาบาลถามว่ารู้สึกคลื่นใส้หรือเปล่า ก็ตอบว่าไม่ เขาก็บอกว่าโชคดีเพราะบางคนแพ้มอร์ฟีน นอกจากคันจะมีอาการคลื่นไส้ด้วย จากนั้นก็หลับๆ ตื่นมาอีกทีก็เช้าเลย เรื่องยังไม่จบ มาถึงตอนกลางคืนพยาบาลจะมาถอดสายน้ำเกลือ พร้อมกับถอดสายปัสสาวะ ตอนถอดสายน้ำเกลือไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนถอดสายปัสสาวะนี้ดิ พยาบาลบอกให้เตรียมใจ เสียวนิดหนึ่งนะคะ ก็ไอ้ตอนใส่มันใส่ตอนเราสลบ ไม่มีเจ็บอยู่แล้ว แต่ตอนถอดนี้มันไม่เสียวครับ มันเจ็บ แต่เจ็บแบบทนได้ ไม่ต้องกลัว อึดใจเดียวเท่านั้น อาการก็ไม่แพ้กับตอนที่นางพยาบาลมาขีดยาเข้าน้ำเกลือ ยามั นจะวิ่งเข้าเส้นเลือดให้เกิดอาการปวดชั่วขณะจิต

มาเล่าถึงอาการปวดแผลวันแรกๆ จะยังไม่ปวดจะมาปวดเอาวันที่สาม และอาการก็จะลดลง แต่ลดลง ไม่ได้หมายความว่าไม่ปวด จะลุกจะนั่งต้องระวัง แต่ไอ้ที่ระวังไม่ได้เลยคือการบังคับไม่ให้ไอ หรือจาม จะปวดร้าวมากๆ น้ำตาเล็ดกันเลยทีเดียว แล้วก็ใครอย่ามาทำตลกใส่เป็นอันขาด ช่วงนี้ห้ามหัวเราะ ต้องทำตัวขรึมตลอด อีกเรื่องที่จะตามมาคือจะมีเลือดไหลจากช่องคลอด ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา จะเป็นแบบนี้ประมาณ 2 อาทิตย์ ลืมบอกไปว่าขนาดก้อนเนื้อก่อนผ่าหมอบอกว่าประมาณ 5 ซ.ม แต่ผ่าจริงได้ก้อนเนื้องอกออกมาเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 ซ.ม ตอนนี้มีแผลที่ท้องน้อยประมาณหนึ่งคืบ

สรุปถ้าหากว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่จะต้องประสบปัญหาเดียวกันนี้ ก็ไม่ต้องกลัวเพราะตัวเองเป็นคนที่ขี้ขลาด ขี้กลัวที่สุดแล้ว แค่เห็นเข็มน้ำตาก็ซึมแล้ว ยังฝ่าฟันมาได้ เพราะฉะนั้นคนอื่นๆ เรื่องแค่นี้ก็ชิวๆ จ๊ะ ตอนนี้ก็ตั้งหน้าตั้งตาบำรุงให้หายวันหายคืน เตรียมความพร้อมเป็นแม่ชะที

ก็อยากเป็นแม่นินะ อยากเป็นแม่ก็ต้องอดทน

ข้อมูลจากคุณ Yhim เว็บ ladysquare.com

พฤติกรรมเสี่ยงกับมะเร็งปากมดลูก

พฤติกรรมเสี่ยงกับมะเร็งปากมดลูก


 มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ต่ำกว่า 18 ปี
 เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
 สามีหรือคู่นอนสำส่อนทางเพศ
 สตรีที่เคยเป็นโรคติดเชื้อจากการร่วมเพศ เช่น กามโรค
 สตรีที่เคยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่บริเวณอวัยวะเพศ เช่น เริม หงอนไก่
 ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือบกพร่อง เช่น ผู้ที่รับยาหลังการเปลี่ยนอวัยวะหรือผู้ติดเชื้อเอดส์
 สตรีที่ติดบุหรี่ หรือผู้ใกล้ชิดเป็นผู้ติดบุหรี่

เมื่อพบภาวะผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์
มะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรก จะมีอาการ ดังนั้นการป้องกันจึงจำเป็นต้องรับการตรวจตั้งแต่ไม่มีอาการ
 มีตกขาวออกมาผิดปกติ อาจมีเลือดปนและมักมีกลิ่นเหม็น
 มีประจำเดือนไม่ปกติ กะปริบกะปรอย หรือบางครั้งออกมาก
 มีเลือดออกขณะ หรือหลังร่วมเพศ
 มีเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน
 อ่อนเพลีย ซีด เบื่ออาการ น้ำหนักลด
 มีการบวม ปัสสาวะไม่ออก หรือไหลไม่หยุด
 ปวดท้องน้อย หรือมีอาการผิดปกติของอวัยวะอื่นเมื่อโรคลุกลามไปถึง

ผลข้างเคียง
 ทำการตรวจหามะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง หรือเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น ตกขาว หรือมีเลือดออกผิดปกติ
 สตรีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจภายใน เพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูก
 สตรีที่รับการคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด หรือสตรีที่อยู่ในภาวะเสี่ยงควรได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูกทุก 6 เดือน
 ไม่ควรสูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่
 ละเว้นการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
 ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV Vaccine) เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งจะมีประสิทธิภาพสูงสุด หากยังไม่เคยได้รับเชื้อนี้มาก่อน สามารถป้องกันได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป

 

โรค มะเร็งปากมดลูก แบ่งเป็น 0-4 ระยะ ดังนี้

โรค มะเร็งปากมดลูก แบ่งเป็น 0-4 ระยะ ดังนี้

ระยะ 0  คือ เซลล์มะเร็งยังไม่กระจาย วิธีรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะ 0 คือ ผ่าตัดเล็ก ซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาที และตรวจติดตามอาการ การรักษาระยะนี้ได้ผลเกือบ 100%

ระยะที่ 1 เซลล์มะเร็งอยู่ที่ปากมดลูก การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะ 1 คือผ่าตัดใหญ่ ผ่าตัดมดลูก เลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน ซึ่งได้ผลดีถึง 80%

 ระยะที่ 2 เซลล์มะเร็งกระจายออกจากปากมดลูก โดยยังไม่ไปไกลมาก แต่ก็ไม่สามารถผ่าตัดได้ การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 2 นี้ ต้องรักษาด้วยการฉายรังสี และการให้เคมีบำบัด  (คีโม) ได้ผลราว 60%

 ระยะที่ 3 เซลล์มะเร็งกระจายชิดเชิงกราน การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 3 คือใช้รังสีรักษา และการให้เคมีบำบัด การรักษาระยะนี้ได้ผลประมาณ 20-30%

ระยะที่ 4 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งกระจายทั่วร่างกาย การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 4 คือการให้คีโม และรักษาตามอาการ โดยหวังผลได้เพียง 5-10% และโอกาสรอดน้อยมาก แต่ก็ไม่แน่ โดยมีผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก บางรายสามารถอยู่ต่อได้นานถึง 1-2 ปี จึงเสียชีวิต

ลักษณะของโรคมะเร็งมดลูก

ลักษณะของโรคมะเร็งมดลูก

โรคมะเร็งมดลูกเกิดจากการที่มีเนื้อร้ายไปเจริญเติบโตบริเวณด้านหลังของมดลูก ส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้หญิงที่อยู่ในช่วงอายุ 45 ปี และหลังหมดประจำเดือนแล้ว โดยประจำเดือนจะมาผิดปกติ เช่น มาระยะสั้นบ้าง ยาวบ้าง มาเร็วหรือช้าบ้าง รวมไปถึงการมีเลือดออกที่ไม่ใช่ประจำเดือนปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณบอกให้รู้ถึงการเป็นมะเร็งมดลูกนั่นเอง นอกจากนี้ มีผู้หญิงจำนวนมากเข้าใจว่า อาการดังกล่าวเป็นสัญญาณของการหมดประจำเดือนจึงไม่ได้สนใจ จนเนื้อน้ายนั้นเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นมะเร็ง

การที่มะเร็งเต้านมเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกับมะเร็งมดลูก จะเรียกว่า โรคมะเร็งซ้ำซ้อน เพราะไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งมดลูก หรือมะเร็งเต้านมต่างก็มาจากความผิดปกติของความสมดุลของฮอร์โมนในสตรี ดังนั้นมะเร็งทั้งสองชนิดนี้ จึงมักเกิดและเติบโตในเวลาไล่เลี่ยกัน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฮอร์โมนในสตรีเกิดความผิดปกติก็คือ ความอ้วน คนอ้วนซึ่งมีไขมันในร่างกายสะสมอยู่มากจะมีฮอร์โมนหลั่งออกมาตลอดเวลา และอวัยวะที่มีผลต่อการหลั่งของฮอร์โมนมากที่สุดก็คือ มดลูกและเต้านมนั่นเอง

กรณีของมะเร็งซ้ำซ้อนซึ่งเกิดจากการกระตุ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสตรีเป็นระยะเวลานานๆ จนเอสโตรเจนออกมามากผิดปกติ และไปกระตุ้นอวัยวะที่ไวต่อฮอร์โมนบริเวณเต้านมกับบริเวณเยื่อบุโพรงมดลูก โดยจะถูกกระตุ้นพร้อมกัน อาจจะมดลูกก่อน และอาจจะมาเป็นเต้านมทีหลัง แต่เป็นกรณีที่พบได้ไม่มากนัก ปัจจุบันมีคนเป็นโรคมะเร็งในลักษณะนี้มากขึ้น เนื่องจากผู้หญิงไทยในปัจจุบันมีภาวะของโรคอ้วนเพิ่มสูงขึ้น

มะเร็งมดลูกสามารถรักษาได้หากรู้ตัว ตั้งแต่ระยะแรกๆ คือเป็นระยะที่ 1 พบว่าประมาณ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ สามารถหายภายใน 5 ปี ระยะที่ 2 จะตรวจพบประมาณ 50% ผู้ป่วยจะสามารถมีชีวิตรอด 5 ปี ระยะที่ 3 จะตรวจพบประมาณ 30% ระยะที่ 4 มีประมาณ 10%

จากสถิติการเป็นมะเร็งมดลูกของผู้หญิงไทย พบว่าคนไทยเป็นมะเร็งมดลูก ปีละ 1.7% ของมะเร็งในผู้หญิง พบในช่วงอายุ 35-80 ปี ประมาณ 1.73% และประมาณ 65.7% พบในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และประมาณ 50% ของมะเร็งมดลูก พบในคนอ้วน และอีก 50% พบในสตรีที่ไม่มีบุตร

อาการเริ่มแรกของมะเร็งปากมดลูก

อาการเริ่มแรกของมะเร็งปากมดลูก

อาการเริ่มแรก

อาการของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะของมะเร็ง ในระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติและตรวจพบจากการตรวจคัดกรองหรือการตรวจด้วยกล้องขยายร่วมกับการตัดเนื้อออกตรวจทางพยาธิวิทยา อาการที่อาจจะพบในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกได้แก่

1. การตกเลือดทางช่องคลอด เป็นอาการที่พบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 80 – 90 ของผู้ป่วยที่มีอาการ ลักษณะเลือดที่ออกอาจจะเป็น
- เลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน
- เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
- มีน้ำออกปนเลือด
- ตกขาวปนเลือด
- เลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน

2. อาการในระยะหลังเมื่อมะเร็งลุกลามมากขึ้น ได้แก่
- ขาบวม
- ปวดหลังรุนแรง ปวดก้นกบและต้นขา
- ปัสสาวะเป็นเลือด
- ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด

ภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก
1. สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย ( ต่ำกว่า 18 ปี )
2. มีคู่นอนหลายคน สำส่อนทางเพศ
3. มีประวัติเป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
4. มีโรคเรื้อรังหรือโรคที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ เช่น โรคเอดส์
5. เคยมีความผิดปกติของปากมดลูก จากการตรวจภายในและทำ Pap Smear วิธีการที่ใช้ตรวจหา “ระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก” เรียกว่า การตรวจ Pap Smear “Pap Smear” คือการเก็บเอาเซลล์เยื่อบุปากมดลูก ที่ลอกหลุด ออกมาแล้วนำไปตรวจหา เซลล์มะเร็ง

เตรียมป้องกันมะเร็งปากมดลูก

เตรียมป้องกันมะเร็งปากมดลูก

คุณรู้หรือไม่ มะเร็งที่ทำให้ผู้หญิงไทยเสียชีวิตวันละ 14 คน คือมะเร็งอะไร คำตอบของคำถามข้างต้นก็คือ มะเร็งปากมดลูก

คุณรู้หรือไม่ มะเร็งที่ทำให้ผู้หญิงไทยเสียชีวิตวันละ 14 คน คือมะเร็งอะไร
คำตอบของคำถามข้างต้นก็คือ มะเร็งปากมดลูก ซึ่งมะเร็งชนิดที่ว่านี้นับว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ และเป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ในหญิงไทย โดยในแต่ละปีจะมีหญิงไทยได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ประมาณ 10,000 คน และมีผู่ป่วยเสียชีวิตจากโรคกว่า 5,000 คน นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจได้รับความทุกข์ทรมานทั้งจากโรคเอง หรือจากการบำบัดรักษาโรคนี้

สาเหตุมาจากไหน

เชื้อเอชพีวีเป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านทางการสัมผัส ดังนั้น เพศสัมพันธ์จึงเป็นกระบวนการทำให้ติดเชื้อเอชพีวีที่พบบ่อยและง่ายที่สุด สำหรับเชื้อเอชพีวีมีอยู่กว่าสองร้อยสายพันธุ์ แต่ชนิดที่จะทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมีประมาณ 15 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุประมาณร้อยละ 70 ที่เหลืออีกร้อยละ 30 เกิดจากเชื้อเอชพีวีชนิดก่อมะเร็งสายพันธุ์อื่น เช่น สายพันธุ์ 45 และ 31 ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับ 3 และ 4 ของมะเร็งปากมดลูกตามลำดับ

เนื้อเยื่อของมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวีจะมี 2 ชนิด คือ เนื้อเยื่อชนิดผิวเรียบคล้ายเป็นเกล็ด ซึ่งพบบ่อยกว่าและชนิดผิวเป็นต่อม การตรวจคัดกรองในปัจจุบันส่วนใหญ่มีโอกาสพลาดการตรวจพบมะเร็งชนิดผิวเป็นต่อมได้ ซึ่งแม้ว่าจะพบได้น้อยกว่า แต่อันตรายและการรักษายุ่งยากกว่าชนิดผิวเรียบอย่างมาก

สาวใดที่เสี่ยง

คุณควรจำให้ขึ้นใจไว้เลยว่า ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชพีวีเนื่องจากการติดเชื้อเอชพีวีเป็นไปได้ง่ายโดยเฉพาะจากเพศสัมพันธ์ ซึ่งจากสถิติพบว่าร้อยละ 50 ของผู้หญิงมีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีภายใน 2 -3 ปีแรกที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์และสามารถติดเชื้อซ้ำๆ ได้ตลอดแม้จะมีคู่นอนเพียงคนเดียว อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่การติดเชื้อเอชพีวีที่ปากมดลูกของผู้หญิงที่มีสุขภาพดีมักจะหายเองได้

มะเร็งปากมดลูกป้องกันได้

แม้จะเป็นโรคมะเร็งที่ดูน่ากลัว แต่มะเร็งปากมดลูกก็สามารถป้องกันได้โดย

1. ตรวจคัดกรอง เช่น แพปสเมียร์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกในระยะแรกก่อนลุกลามเป็นมะเร็ง แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปีเมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์แล้ว ถ้าพบความผิดปกติแต่เนิ่นๆ จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้
2. ฉีดวัคซีนเอชพีวี เพื่อป้องกันที่ต้นเหตุของมะเร็งคือการติดเชื้อเอพีวี จากข้อมูลของการศึกษาถึงประสิทธิภาพของวัคซีน เอชพีวี พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพสูมาก

วัคซีนเอชพีวีช่วยได้

วัคซีนเอชพีวีสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 ในระดับสูงกว่าภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติมาก และคงอยู่ได้นานหลายปี ทำให้ป้องกันการติดเชื้อ และป้องกันภาวะเซลล์ปากมดลูกผิดปกติก่อนเป็นมะเร็งได้ ซึ่งเป็นการป้องกันมะเร็งปากมดลูกนั่นเอง นอกจากนี้ได้มีการเติมสารเสริมกระตุ้นภูมิบางชนิดให้เป็นส่วนประกอบของวัคซีน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้มีระดับสูง และอยู่ได้นาน

สำหรับเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนจากการศึกษาจนถึงปัจจุบันพบว่า วัคซีนเอชพีวีอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย แต่มีผลข้างเคียงเช่นเดียวกับการฉีดวัคซีนอื่นๆ คือมักจะมีอาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณที่ฉีด มีไข้ สำหรับผลข้างเคียงที่รุนแรงกว่านี้พบได้น้อยมาก

ใครควรรับวัคซีน

วัคซีนเอชพีวีมีประโยชน์สูงสุดเมื่อให้ในผู้หญิงที่ไม่เคยติดเชื้อเอชพีวีมาก่อน ซึ่งสวนใหญ่คือก่อนการมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม วัคซีนยังมีประโยชน์ในผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์หรือติดเชื้อเอชพีวีแล้ว โดยจะได้รับประโยชน์จากการป้องกัน สายพันธุ์ที่ยังไม่ดื้อ หรือสามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ควรฉีดวัคซีนควบคู่กับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงจะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด โดยปัจจุบันมีข้อมูลว่าวัคซีนบางชนิดสามารถป้องกันการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์ได้อีกด้วย ทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น โดยอาจจะป้องกันมะเร็งชนิดที่พบที่ปากมดลูกได้ประมาณร้อยละ 70- 80 และอาจป้องกันมะเร็งที่มักเกิดที่คอมดลูก ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อชนิดต่อมส่วนใหญ่ แต่การตรวจคัดกรองตามปกติอาจตรวจไม่พบ

อย่างไรก็ตามเนื่องจากวัคซีนยังไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องตรวจคัดกรองควบคู่ไปด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกให้ได้มากที่สุด

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

คิดก่อนใช้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

คิดก่อนใช้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

คิดก่อนใช้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก” ล่าสุดบริษัทเอ็มเอสดี (ประเทศไทย)สาขาของเมอร์ค แอนด์ โก อิงค์ ผู้ผลิตและคิดค้นวัคซีนที่มีชื่อการค้าว่า Gardasil ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับวัคซีนดังต่อไปนี้

1. ที่กล่าวว่าหากเคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว วัคซีนอาจไม่มีประโยชน์ ได้ชี้แจงว่า สถิติการติดเชื้อเอชพีวี (HPV) ในหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วส่วนใหญ่จะติดเชื้อ เพียงชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น คนกลุ่มนี้ยังสามารถฉีดวัคซีนได้เพราะอาจได้ประโยชน์ จากการป้องกันในสายพันธุ์อื่น ซึ่งวัคซีนนี้ให้การป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้ 4 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18) เพียงแต่ อาจไม่ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกัน จากวัคซีนเมื่อเทียบกับผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ 

2. ที่บอกว่าหากได้รับคำชี้ชวนให้ตรวจว่าติดเชื้อเอชพีวีหรือไม่จงปฏิเสธ เพราะผลที่ได้ไม่แน่นอนพอนั้น ข้อมูลจากผู้ผลิตวัคซีนสรุปได้ว่า การตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชพีวี ชนิดก่อมะเร็งก่อนการฉีดวัคซีนนั้น ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดเครื่องมือและสถานพยาบาลที่สามารถให้บริการได้ จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยากและค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งอาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนเอชพีวี 

3. ถ้าคุณอายุเกิน 26 ปี ผลตอบสนองจากการฉีดอาจไม่ดีเท่าคนอายุน้อย ข้อนี้บริษัทรับว่า ตามแนวคิดและหลักการในการให้วัคซีนนี้ หากให้ก่อนเกิดการสัมผัสเชื้อ หรือก่อนการมีเพศสัมพันธ์จะทำให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากวัคซีน พร้อมให้ข้อมูลว่ากำลังขยายผลการทดลองไปสู่กลุ่มอายุ 24-45 ปี และขณะนี้องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอนุมัติเพิ่มช่วงอายุเป็น 9-45 ปี คาดว่าสรุปได้ในกลางปีนี้ อย่างไรก็ดี จะตัดสินใจฉีดวัคซีนหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ ส่วนบุคคลในแง่ความคุ้มค่า ที่จะลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งปากมดลูกและ โรคอื่นที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี 

4. ถ้าจะฉีดวัคซีนให้ลูกหลานวัยรุ่น ควรใคร่ครวญให้ดี เพราะอาจทำให้ลูกหลาน เข้าใจได้ว่าส่งสัญญาณ “ไฟเขียว” เรื่องเพศสัมพันธ์ ประเด็นนี้ผู้ผลิตวัคซีนแจงว่า ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาเพื่อสนับสนุนความเชื่อนี้ 

5. ถ้าสนใจฉีดวัคซีนนี้เพราะเข้าใจว่าไม่ต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอีกต่อไป เป็นความเข้าใจผิดมหันต์ ทางบริษัทให้ข้อมูลเสริมว่า “ยังจำเป็นต้องตรวจคัดกรอง มะเร็ง ปากมดลูกควบคู่ไปด้วย เพราะยังอาจจะมีโอกาสติดเชื้อชนิดอื่นๆ ที่วัคซีนยังป้องกันไม่ครอบคลุมได้ทั้งหมด” 

6. เกี่ยวกับระยะเวลาการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีนั้น ผู้ผลิตชี้แจงว่า จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 5 ปี พบว่าวัคซีนนี้ยังให้ภูมิคุ้มกันในระดับที่สูง โดย ยังคงมีการศึกษาถึงระยะเวลา ของการป้องกันอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจแก่ผู้อ่านอีกครั้งหนึ่งก่อนตัดสินใจว่าจะฉีด “วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก” หรือไม่.


สาวกรุงงานรัดตัว ละเลยตรวจสุขภาพน้อยกว่าหญิงภาคอื่น

สาวกรุงงานรัดตัว ละเลยตรวจสุขภาพน้อยกว่าหญิงภาคอื่น

สสช.เผยผลสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์หญิงไทยในปี 2552 พบสาว กทม. ละเลยการตรวจสุขภาพตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเต้านม มะเร็งปากมดลูก น้อยกว่าภาคอื่นๆ เหตุชีวิตเร่งรีบ หน้าที่การงานรัดตัว

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยว่า สสช.และกรมอนามัยร่วมสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์หญิงไทย ประจำปี 2552 พบว่าผู้หญิงในเขตเทศบาลแต่งงานช้ากว่าผู้หญิงที่อยู่นอกเขตเทศบาล ส่วนการตรวจหาก้อนที่เต้านมของหญิงอายุ 30- 59 ปี ในรอบปีที่ผ่านมามีเพียงร้อยละ 58.1 ซึ่งเป็นการตรวจด้วยตนเองร้อยละ 23.6 ตรวจโดยบุคลากรสาธารณสุขร้อยละ 20.3 และตรวจด้วยตนเองและบุคลากรสาธารณสุข ร้อยละ 14.2 เมื่อพิจารณาจำแนกตามเขตการปกครองและภาค พบว่า หญิงที่อาศัยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเคยตรวจหาก้อนที่เต้านมในรอบปีที่ผ่านมาสูงกว่าภาคอื่นๆ คือร้อยละ 64.9 และ 63.3 ตามลำดับ ส่วนภาคที่เคยตรวจน้อยที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 47.4

ด้านการตรวจมะเร็งปากมดลูก หญิงอายุ 30 – 59 ปี ที่เคยตรวจมะเร็งปากมดลูกในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามี ร้อยละ 60.2 หญิงที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนที่เคยตรวจต่ำสุด ร้อยละ 44.4 ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนใกล้เคียงกันและสูงกว่าภาคอื่นๆ คือร้อยละ 69.0 และ 67.3 ตามลำดับ ทั้งนี้อาจเนื่องจากการรณรงค์ในการตรวจมะเร็งระบบสืบพันธุ์ผ่านทางอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และสถานพยาบาลในพื้นที่นอกเขตเทศบาล สามารถเข้าถึงครัวเรือนหรือกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าในเขตเทศบาล โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ผู้หญิงมีการทำงานหรือดำเนินชีวิตอยู่นอกครัวเรือนและเร่งรีบ โอกาสในการเข้าถึงบริการตรวจมะเร็งระบบสืบพันธุ์โดยบุคลากรสาธารณสุข มีน้อยกว่าหญิงที่อยู่ในภาคอื่น

โรคฮิตของผู้หญิง

เปิดโลกทางนรีเวช ปัญหาหลักของคุณผู้หญิงที่ควรรู้ และค้นหาคำตอบโรคฮอตฮิตที่พบได้บ่อย พร้อมกับวิธีสังเกตเบื้องต้นว่า คุณกำลังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคใดหรือไม่

ช่องคลอดอักเสบ (Vaginitis) เกิดขึ้นบริเวณภายในช่องคลอด (vagina) และปากช่องคลอด(vulva)

อาการที่พบบ่อย คือ อาการตกขาวผิดปกติ คันกลิ่น ตกขาวปนเลือด แสบร้อนในช่องคลอด ซึ่งการวินิจฉัยโรคสามารถทำโดยการตรวจภายใน ร่วมกับการนำตกขาวไปตรวจ เพื่อหาสาเหตุของเกิดช่องคลอดอักเสบ ว่ามีที่มาจากเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรีย เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เนื่องจากการรักษาแต่ละสาเหตุมีความแตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งได้โดยสังเขป ดังนี้
- ตกขาวจากเชื้อรา เกิดจากความอับชื้น โดยตกขาวชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นแป้ง และมีอาการคันบริเวณช่องคลอด
- ตกขาวจากเชื้อแบคทีเรีย ตกขาวจะมีกลิ่นเหม็นคาว หรือมีกลิ่นภายหลังมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดช่องคลอดอักเสบ คือ การสวนล้างช่องคลอด การใช้แผ่นอนามัย การใส่กระโปรง หรือกางเกงรัดรูป เนื่องจากจะทำให้ขาบีบชิดกันมากเกินไป ผู้ที่รับประทานยาแก้อักเสบบ่อยๆ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ก็จะส่งผลให้สภาพแวดล้อมในช่องคลอดเกิดความเปลี่ยนแปลงไปจึงเกิดตกขาวได้ง่าย เป็นต้น

เมื่อมีอาการควรรีบพบแพทย์ เนื่องจากหากเกิดอาการบ่อยๆ บริเวณปากมดลูกจะเกิดการระคายเคือง และอาจส่งผลเกี่ยวเนื่องกับมะเร็งปากมดลูกได้

ประจำเดือนผิดปกติ 
ผู้ที่ประจำเดือนมาผิดปกติ โดยส่วนใหญ่จะมาพบแพทย์ด้วยอาการ ประจำเดือนออกกระปริดกระปรอย ประจำเดือนมามากหรือน้อยเกินไป และประจำเดือนขาดหายโดยมิได้เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจส่งผลถึงการทำงานของรังไข่ และหากเกิดในผู้สูงอายุ อาจเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โดยสาเหตุหลักของประจำเดือนที่มาผิดปกติ เกิดจากฮอร์โมนที่ผิดปกติ และการตรวจวินิจฉัยสามารถทำได้ 2 วิธี คือการตรวจภายใน และการตรวจอัลตร้าซาวด์หน้าท้องหรือช่องคลอด

ก้อนในบริเวณท้องน้อย 
สำหรับก้อนบริเวณท้องน้อยของผู้หญิง จะมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้อง ปัสสาวะบ่อย เลือดออกผิดปกติ คลำเจอก้อน น้ำหนักลด ซึ่งอาการดังกล่าวส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นอาการนำของโรคทางนรีเวชในหลายๆ โรค อาทิ เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก เนื้องอกรังไข่และท่อนำไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ฯลฯ

โดยสามารถตรวจวินิจฉัย ด้วยการตรวจภายในอัลตร้าซาวด์ เพื่อวินิจฉัยถึงที่มาของสิ่งผิดปกติที่พบและจำแนกว่าเป็นถุงน้ำ ก้อนเนื้อธรรมดา หรือมะเร็งเป็นต้น

มะเร็งอวัยวะสืบพันธ์ 
นับได้ว่าเป็นโรคมะเร็งอันดับต้น ๆ ที่เป็นภัยร้ายคร่าชีวิตผู้หญิงไทยไปอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ภัยดังกล่าวจะมีอัตราลดลงบ้าง เนื่องจากผู้หญิงมีความตื่นตัว และใส่ใจในการดูแลโรคทางนรีเวชมากขึ้น แต่ถึงอย่างไร ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนควรดูแลและให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพราะมะเร็งอวัยวะสืบพันธ์ของผู้หญิงเกิดได้ในหลายส่วน โดยมะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุด มะเร็งรังไข่พบมากเป็นอันดับสอง

การดูแลตนเองเบื้องต้นสำหรับผู้หญิง  

เกี่ยวกับช่องคลอด หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด ใช้แผ่นอนามัยเฉพาะช่วงวันที่มีประจำเดือน หลีกเลี่ยงการใส่กระโปรง หรือกางเกงรัดรูป ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ควบคุมน้ำหนักตามเกณฑ์ที่กำหนด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากไขมันเป็นสารตั้งต้นของการเกิดโรคหลายชนิด อาทิ มะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งมดปากมดลูก เป็นต้น

 

ที่มา :  รพ.เปาโล  และ  woman.thaiza.com